| วันแรก |
| 08.00 น. |
นมัสการ ศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองมุกดาหาร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปกปักรักษาชาวเมืองมุกดาหารให้ร่มเย็นเป็นสุข |
| 08.30 น. |
นมัสการ ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่กับศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมือง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ชาวจังหวัดมุกดาหารจะจัดให้มีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเจ้า ฟ้ามุงเมืองและเจ้าแม่สองนางพี่น้องพร้อมกัน |
| 09.00 น. |
ออกเดินทางไป วัดศรีมงคลใต้
นมัสการ พระองค์เจ้าหลวง พระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวมุกดาหาร |
| 09.30 น. |
ออกเดินทางไป วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้)
นมัสการ พระพุทธสิงห์สอง เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ในงานสงกรานต์ ชาวอำเภอเมือง มุกดาหาร จะอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองแห่รอบเมือง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สรงน้ำ |
| 10.00 น. |
ออกเดินทางไป หอแก้วมุกดาหาร
ชมหอแก้วมุกดาหาร ที่มีความสูงถึง 65 เมตร ภายในจัดนิทรรศการแสดงความเป็นมา ทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดมุกดาหาร รวมถึงเรื่องราวของชนเผ่าพื้นเมืองสองฝั่งโขง และ สามารถชมทัศนียภาพมุมสูงไกลสุดสายตา (panorama) ของตัวเมืองมุกดาหาร ตลอดไปจน ถึงฝั่งเพื่อนบ้าน เมืองไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว |
| 11.00 น. |
ออกเดินทางไป วัดมโนภิรมย์
ชมวิหารเป็นศิลปกรรมสกุลล้านช้าง มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ก่อดิฐถือปูน หลังคาชั้นเดียว หน้าบันเป็นไม้สลักลาย เสาและฝาผนังด้านข้างวิหารมีคันทวยไม้แกะสลักลายดอกไม้ บันได ทางขึ้น วิหารด้านซ้ายและขวามีรูปปั้นสัตว์ผสมระหว่าง มังกร ปลา สิงห์ และยักษ์ หน้าต่าง ของวิหารเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมใส่ลูกกรงกลึงที่เรียกว่า “ลูกมะหวด” ภายในวัดยังมีพระงา เป็นงาช้างพลายใหญ่ที่ชาวบ้านนำมาถวายแกะสลักเป็นพระเจ้า 8 องค์ |
| 11.40 น. |
เดินทางไป แก่งกะเบา |
| 12.00 น. |
รับประทานอาหารที่ แก่งกระเบา (ไก่ย่าง ส้มตำ หมูหัน) |
| 13.00 น. |
ออกเดินทางไป วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อ.ดอนตาล |
| 14.30 น. |
ชมกลองมะโหระทึก เป็นกลองสัมฤทธิ์หน้าเดียว เชื่อว่าอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี และเป็น กลองที่ชนพื้นเมืองเผ่าข่าและขอมโบราณชอบเก็บสะสมไว้ |
| 15.00 น. |
ออกเดินทางไป อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ |
| 15.30 น. |
ชมความมหัศจรรย์ของปฏิมากรรมหินอขงกลุ่ม “หินเทิบ” UNSEEN THAILAND ตื่นตา กับกลุ่มหินขนาดใหญ่อายุนับล้านปีที่วางซ้อนทับกันบนลานหินกว้าง ล้วนมีรูปร่างต่างกัน ไปตามแต่จินตนาการ /ชมความงามของธรรมชาติที่ลานมุจลินทร์
|
| 16.30 น. |
ออกเดินทางไป ตลาดอินโดจีน |
| 17.00 น. |
ชม/เลือกสินค้า OTOP และสินค้านานาชนิดจากประเทศเพื่อนบ้าน
รับประทานอาหารค่ำ/ เข้าที่พัก/ พักผ่อนตามอัธยาศัย |
| |
| วันที่สอง |
| 08.00 น. |
ออกเดินทางไป วัดภูด่านแต้ อ.นิคมคำสร้อย |
| 08.30 น. |
นมัสการพระพุทธรูปขนาดใหญ่ มีธรรมจักรเปล่งรัศมีอยู่ด้านบนมีความอ่อนช้อย สวยงาม สามารถมองเห็นได้แต่ไกล บริเวณวัดเป็นหินดานธรรมชาติ มีประชาชนมานมัสการและชม ความงามของวัดอยู่เสมอ |
| 09.00 น. |
ออกเดินทางไป วัดภูจ้อก้อ (วัดบรรพตคิรี) อ.หนองสูง |
| 09.30 น. |
นมัสการรูปเหมือนของหลวงปู่หล้า เขมปตโต พระอาจารย์ชื่อดัง ซึ่งมรณะภาพไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2538 เป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดมุกดาหารและใกล้เคียง |
| 10.30 น. |
ออกเดินทางไป วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.หนองสูง |
| 11.00 น. |
นมัสการหลวงปู่จาม มหปุญโญ สร้างขึ้นเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2459 โดยหลวงปู่มั่นภูริทัตโต ได้ตั้งสำนักสงฆ์อยู่ทางทิศใต้ของบ้านหัวยทราย เคยเป็นที่รวมของพระกรรมฐานศิษย์ หลวงปู่มั่น, หลวงปู่เสาร์ ที่มีการเทศนาสั่งสอนในวันสำคัญ และมีพระกรรมฐานมาปฏิบัติ ธรรมอยู่หลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น |
| 12.00 น. |
รับประทานอาหารเที่ยง |
| 13.00 น. |
ออกเดนทางไป สำนักสงฆ์แม่ชีแก้ว บ้านหัวทราย อ.คำชะอี (30 กม.)
นมัสการอัฐิธาตุแม่ชีแก้ว ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ศรีไตรรัตนานุสรณ์ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เดินทางมาบรรจุอัฐิธาตุแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม2549 |
| 15.00 น. |
เดินทางกลับภูมิลำเนา |
| |
|
ข้อมูล สักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่เมืองมุกดาหาร |
| |
1. ศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมือง
ตั้งอยู่ถนนสองนางสถิตย์ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร
บริวเวณศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมือง มีเสาหลักเมืองเก่าประดิษฐานอยู่ด้วย ไม่ทราบหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองมุกดาหาร แต่เดิมเป็นเพียงศาลไม้ ต่อมาได้มีการบูรณะก่อสร้างเป็นศาลคอนกรีต ชาวเมืองมุกดาหารถือว่าศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมืองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปกปักรักษาเมืองมุกดาหารให้ร่มเย็นเป็นสุข
2. ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง
ตั้งอยู่ถนนสำราญชายโขง ริมแม่น้ำโขง
ตามประวัติเล่าว่า มีธิดาสองพี่น้องของเจ้าเมืองฝั่งลาวได้นั่งเรือข้ามมาจังหวัดมุกดาหารแล้วเกิดเรือล่มเสียชีวิตทั้งสององค์ จึงได้สร้างศาลไว้ที่ต้นตาลเจ็ดยอด เมื่อครั้งที่เจ้ากินรีสร้างเมืองมุกดาหาร ชาวจังหวัดมุกดาหารถือว่าศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้องเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่กับศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมือง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ชาวจังหวัดมุกดาหารจะจัดให้มีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมืองและเจ้าแม่สองนางพี่น้องพร้อมกัน
3. วัดศรีมงคลใต้ ตั้งอยู่ถนนสำราญชายโขง ริมแม่น้ำโขง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระเจ้าองค์หลวงพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นก่อนตั้งเมืองมุกดาหาร แต่ไม่ปรากฎว่าสร้างในสมัยใด มีขนาดหน้าตัก กว้าง 2.20 เมตร สูงเฉพาะองค์ถึงยอดพระเมาลี 2 เมตร ตามตำนานเล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ขณะที่เจ้ากินรีคุมบ่าวไพร่ถากถางอยู่ใกล้ต้นตาลเจ็ดยอดเมื่อครั้งสร้างเมืองใหม่นั้น ได้พบพระพุทธรูปเหล็กอยู่ใต้ต้นโพธิ์ เจ้ากินรีจึงสร้างวัดขึ้นบริเวณนั้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปเหล็กทั้งสององค์ วันหนึ่งเมื่อพระภิกษุประจำวัดเข้าไปสักการะ ปรากฎว่าไม่พบพระพุทธรูปเหล็ก เมื่อค้นดูรอบ ๆ บริเวณวัด พบว่าพระพุทธรูปเหล็กไปประดิษฐานอยู่ใต้ต้นโพธิ์ตามเดิม และจมลงในดินเหลือแต่ยอดพระ-เมาลีเป็นที่น่าอัศจรรย์ เจ้ากินรีจึงสร้างแท่นสักการะบูชาไว้ ณ ที่นั้น และถวายนามวา “พระหลุบเล็ก” ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์เรียกนามว่า “พระเจ้าองค์หลวง” เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวมุกดาหาร
4. วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้) ตั้งอยู่ถนนสำราญชายโขง
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธสิงห์สอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 เมตร สูงเฉพาะองค์ถึงยอดพระเมาลี 1.20 เมตร ประวัติความเป็นมาของพระพุทธสิงห์สองนั้นมีหลักฐานว่า ในสมัยที่เมืองมุกดาหารยังเป็นเมืองใหม่ เจ้ากินรีได้เดินทางไปนครเวียงจันทน์ เพื่ออัญเชิญพระพุทธสิงห์สองมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถของวัดศรีมงคลใต้ ต่อมาเจ้ากินรีได้สร้างวัดขึ้นใหม่ที่บ้านศรีบุญเรือ จึงได้อัญเชิญย้ายมาประดิษฐานบนแท่นในพระอุโบสถวัดศรีบุญเรือง เพื่อสักการะบูชาสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในงานสงกรานต์ของอำเภอเมืองมุกดาหารชาวอำเภอเมืองมุกดาหารได้กระทำพิธีอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองแห่รอบเมือง แล้วนำไปประดิษฐานบนแท่นที่จัดไว้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สรงน้ำเป็นประจำทุกปี
5. วัดมโนภิรมย์ ตั้งอยู่บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่
วิหารเป็นศิลปกรรมสกุลล้านช้าง มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ก่อดิฐถือปูน หลังคาชั้นเดียว หน้าบันเป็นไม้สลักลาย เสาและฝาผนังด้านข้างวิหารมีคันทวยไม้แกะสลักลายดอกไม้ บันไดทางขึ้นวิหารด้านซ้ายและขวามีรูปปั้นสัตว์ผสมระหว่าง มังกร ปลา สิงห์ และยักษ์ หน้าต่างของวิหารเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมใส่ลูกกรงกลึงที่เรียกว่า “ลูกมะหวด” ภายในวิหารมีพระประธานองค์ใหญ่หล่อปูนปางพระนาคปรก ชาวบ้านเรียก “พระปะทาย” และพระพุทธรูปที่สำคัญอีกหลายองค์ ได้แก่ พระองค์ตื้อ พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระองค์แสน พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสกุลช่าวลาวอายุประมาณหลัง พ.ศ. 2100 นับว่าเป็นศิลปวัตถุที่เก่าที่สุด ภายในวัดยังมีพระงา เป็นงาช้างพลายใหญ่ที่ชาวบ้านนำมาถวายแกะสลักเป็นพระเจ้า 8 องค์
6. วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)
กลองมโหระทึก ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่ เป็นกลองสัมฤทธิ์หน้าเดียว เส้นผ่าศูนย์กลาง 86 เซนติเมตร ตัวกลองยาว 90 เซนติเมตร หน้ากลองเป็นรูปตะวันนูน มีแฉก 14 แฉก มีรูปกบติดขอบกลองจำนวน 4 ตัว กลองดังกล่าวเชื่อว่าอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี และเป็นกลองที่ชนพื้นเมืองเผ่าข่าและขอมโบราณชอบเก็บสะสมไว้ ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2481 ที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงที่น้ำเซาะพังตรงบ้านนาทามของลาว
7. วัดภูด่านแต้ หรือ วัดพุทธโธธัมมะธะโร ตั้งอยู่บ้านชัยมงคล ต.โชคชัย อ.นิคมคำสร้อย เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ มีธรรมจักรเปล่งรัศมีอยู่ด้านบนมีความอ่อนช้อย สวยงาม สามารถมองเห็นได้แต่ไกล บริเวณวัดเป็นหินดานธรรมชาติ มีประชาชนมานมัสการและชมความงามของวัดอยู่เสมอ
8. วัดภูจ้อก้อ หรือ วัดบรรพตคิรี ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา อ.หนองสูง
เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงปู่หล้า เขมปตโต พระอาจารย์ชื่อดัง ซึ่งมรณะภาพไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2538 เป็นที่นับถือของชาวจังหวัดมุกดาหารและใกล้เคียง เขมปัตตเจดีย์ สร้างภายหลังจากที่หลวงปู่หล้ามรณภาพตามคำปรารภของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ต้องการให้มีการก่อสร้างเจดีย์ถวายเป็นอนุสรณ์แด่หลวงปู่หล้า เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้สานุศิษย์ทั้งหลายได้รำลึกถึง บารมีธรรมคำสั่งสอน และเป็นที่สักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2540 เป็นเจดีย์รูปทรงระฆังคว่ำ มีความสูง 22.28 เมตร ออกแบบโดยคุณไขศรี ตันศิริ องค์เจดีย์ทั้งภายนอกและภายในประดับด้วยโมเสคนำเข้าจากประเทศอิตาลี พื้นที่ใช้สอยแบ่งออกเป็นสองชั้นเชื่อมด้วยบันไดด้านข้าง ชั้นล่างเป็นห้องโถงเอนกประสงค์ ชั้นบนจัดเป็นห้องพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติ ผลงาน เครื่องใช้ส่วนตัวขององค์หลวงปู่หล้า และมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่หล้าอยู่กลางห้อง รอบนอกห้องชั้นบนมีทางเดินเชื่อมโดยรอบ จัดแสดงชีวประวัติ โดยทำขึ้นจากวัสดุดินเผาจากบ้านด่านเกวียน นครราชสีมา ประตูทางเข้าหลักทำด้วยทองแดง สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2542 สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 15 ล้านบาทเศษ ใช้ชื่อเจดีย์ว่า "เขมปัตตเจดีย์ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต"
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต เป็นพระเถราจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ผู้มีจริยาวัตรอันงดงามเป็นศิษย์ยุคสุดท้ายองค์สำคัญของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ อุปสมบทเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2488 ที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล ) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชได้หนึ่งพรรษาก็ออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าไปถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีองค์หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน อยู่ร่วมจำพรรษาด้วยจนกระทั่งหลวงปู่มั่นละสังขารในปี 2492 รวมเวลาที่อยู่กับหลวงปู่มั่นกว่า 4 ปี หลวงปู่หล้าเริ่มมาอยู่จำพรรษาที่วัดภูจ้อก้อในปี 2500 และอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งมรณภาพด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 รวมอายุ 84 ปี 11 เดือน 51 พรรษา
9. วัดป่าวิเวกวัฒนาราม (วัดหลวงปู่จาม มหปุญโญ) ตั้งอยู่บ้านห้วยทราย อ.หนองสูง
สร้างขึ้นเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2459 โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้ตั้งสำนักสงฆ์อยู่ทางทิศใต้ของบ้านห้วยทราย เคยเป็นที่รวมของพระกรรมฐานศิษย์ หลวงปู่มั่น, หลวงปู่เสาร์ ที่มีการเทศนาสั่งสอนในวันสำคัญ และมีพระกรรมฐานมาปฏิบัติธรรมอยู่หลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น เมื่อปี พ.ศ. 2475 หลวงตามหาบัว ญานสมปนโน ได้เป็นเจ้าอาวาส วัดจึงย้ายสำนักสงฆ์มาทางทิศตะวันตกของบ้านหัวยทราย สร้างสำนักสงฆ์ถาวรโดยจำลองแนวคิดมาจากวัดป่าบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดป่าวิเวกวัฒนาราม” เมื่อหลวงปู่จาม เป็นเจ้าอาวาส ได้นิมิตว่า “เทวดาจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ พระสาวกมาถวายให้ หลังจากนิมิตไม่นานได้มีญาติโยมอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุสาวกมาถวายหลวงปู่ เป็นจำนวนมากในปีนั้นเอง จึงได้นำมาบูชาไว้ ต่อมาชาวบ้านได้เห็นแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในเวลาค่ำคืนวันพระเสมอ หลวงปู่จึงดำริให้สร้างเจดีย์ ประยุกดต์ศิลปะลักษณะผสมผสานเด่นสง่าเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธเจ้าและพระธาตุสาวก เพื่อให้เป็นที่เคารพสักการะต่อไป
10. สำนักสงฆ์แม่ชีแก้ว บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี
ประมาณปี พ.ศ. 2460 พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ขาว อนาลโย พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์เทสก์ เทสรํงสี พร้อมพระภิกษุสามเณร ประมาณ ๖๐ - ๗๐ รูป ได้เดินธุดงค์มา พำนักที่บริเวณวัดหนองน่อง หลวงปู่มั่น และคณะพระได้อยู่ปฏิบัติธรรม ณ วัดแห่งนี้ สั่งสอนชาวบ้านแถบนั้น ให้ละจาก การนับถือผีมานับถือพระพุทธศาสนา ยังให้เกิดศรัทธา เข้าใจศาสนามากขึ้น หนึ่งในนั้นก็มีเด็กสาวรุ่น อายุ 16 คือ คุณแม่ชีแก้ว ก่อนหลวงปู่มั่นกับคณะพระจะธุดงค์จากไป หลวงปู่มั่น ได้ปรารภกับคุณแม่ชีแก้วว่า "หากเจ้าเป็น ผู้ชาย เราจะให้บวชเป็นเณรและให้ติดตามไปด้วย แต่นี่เป็นหญิงไปด้วยก็ลำบากต่อพระธรรม พระวินัยและสั่งว่าให้หยุดภาวนา ตั้งแต่นี้ต่อไปให้ใช้กรรมไปตามประสาโลก กาลต่อไปข้างหน้าจะมีผู้มาสั่งสอน" นอกจากนี้ ภายในสำนักสงฆ์ ยังเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ศรีไตรรัตนานุสรณ์ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เดินทางมาบรรจุอัฐิธาตุแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2549 |