Please install Flash and turn on Javascript.


วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร


วัดชนะสงครามวรมหาวิหาร


วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร


วัดสุทัศนเทพวรารามฯ


วัดอรุณราชวรารามฯ


วัดบวรนิเวศวิหาร


วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

เมืองอุบล

เมืองอุบลราชธานี นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีการสั่งสม สืบสานอารยธรรมหลากยุคหลายสมัยแล้ว ยังถือเป็น เมืองต้นรากในการเผยแผ่พุทธศาสนา ปัจจุบัน ความเรืองรองในบวรพระพุทธศาสนา ยังคงอยู่คู่เมืองแห่งนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย ดังปรากฏให้เห็นในวัดวาอารามต่างๆ มากมาย ทั้งวัดงามที่เป็นแหล่งเผยแผ่พระธรรมวินัย และสั่งสมศิลปวัฒนธรรม พื้นเมืองอันทรงคุณค่า และวัดป่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศแห่งธรรมและธรรมชาติ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้รับความกรุณาจากอาจารย์สุวิชช คูณผล ในการรวบรวมข้อมูล คือส่วนหนึ่งของความรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา ณ บริเวณย่านเมืองเก่า ที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสบรรยากาศแห่งธรรมของเมือง "อุบลราชธานี ศรีวนาลัย" เพื่อน้อมนำพระพุทธศาสนาให้เป็นมงคลแก่ตนเองได้โดยสะดวก ภายในระยะทางรวมไม่เกิน 7 กิโลเมตร

วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง ด้านทิศตะวันออกของสนามทุ่งศรีเมือง สร้างสมัยปลายรัชการที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี

พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง พระประธานใน "วิหารศรีเมือง" วัดทุ่งศรีเมือง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่แต่ครั้งเริ่มสร้างเมืองอุบลฯ เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดเหนือท่า (หน้าวัดสุปัฏ์ฯ ปัจจุบัน) ต่อมาวัดเหนือท่าขาาดการดูแล จึงเป็นวัดร้าง พระครูวิโรจน์รัตโนบล เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมืองในสมัยนั้น นำญาติโยมสัปปุรุษ ไปอัญเชิญเคลื่อนย้ายมาเป็นพระประธานในวิหารศรีเมือง ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมเศียรพระ ที่ชำรุดขึ้นใหม่ โดยจำลองให้เหมือนพระเหลาเทพนิมิตร อำเภอพนา ญาติโยมรวมใจกันปิดทองพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง ตลอดทั้งองค์ เปล่งปลั่ง สดใส น่าเลื่อมใส

วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย) ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง อยู่ระหว่างวัดมหาวนารามกับวัดทุ่งศรีเมือง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2332 ผู้สร้างคือ อุปฮาดก่ำ โอรสพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง)

พระแก้วโกเมน เป็นพระบูชาปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก กว้าง 4 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว สันนิษฐานว่า อุบัติขึ้นมาพร้อมกับพระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม พระแก้วโกเมน เป็นพระพุทธรูปอัญมณีในตระกูล "นพรัตนชาติ" คือ แก้วเก้าประการ อันได้แก่ สีขาวผ่องเพชรดี ทับทิมสีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลือใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์

คณะกรรมการวัดมณีวนาราม ได้อัญเชิญพระแก้วโกเมน ลงมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาและสรงน้ำ ในเทศกาลวันวิสาขบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลทุกปี

วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนหลวง ด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรอุบลราชธานี สร้างเมื่อปีเถาะ พ.ศ.2350 เมื่อสร้างวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระมหาราชครูศรีสิทธธรรมวงศา ได้นำพุทธศาสนิกชน ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปชื่อ "พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง" มีความหมายว่า "พระอินทร์ จำแลงแปลงกายมา" ชาวอีสานเรียก "พระเจ้าใหญ่อินทร์แปง" มีความหมายอีกนับหนึ่งว่า "พระอินทร์สร้าง" ซึ่งเป็นมงคลนามทั้งสองความหมาย

การสร้างพระเจ้าใหญ่องค์นี้ ขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 10 ศอก ลงรักปิดทองด้วยพุทธศิลปะที่งดงาม เพื่อเป็นองค์แทนสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างสำเร็จเรียบร้อยเมื่อวันเพ็ญเดือนห้า ตรงกับวันอาทิตย์ เดือนเมษายนช่วงเวลาบ่ายสามโมง ปรากฎในศิลาจารึกที่ด้านหลังองค์พระ จึงกำหนดเอาวันเพ็ญเดือนห้า เป็นวันจัดงานเฉลิมฉลองพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นประจำทุกปี ประชาชนหลั่งไหลกันมากราบนมัสการขอพรดลบันดาลให้ประสบสุขตลอดไป

วัดบูรพา ตั้งอยู่ถนนบูรพาใน อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองอุบลฯ เดิมเป็นป่าโปร่ง เงียบสงัด เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม หลวงปู่สีทา ชยเสโน และหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล จึงได้ไปปฏิบัติธรรม ครั้นต่อมา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทราบข่าว จึงเดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์ร่วมปฏิบัติธรรม ณ สำนักสงฆ์แห่งนี้ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ บังเกิดศรัทธา จึงบริจาคที่ดินและทรัพย์สินให้สร้างเป็น "วัดบูรพา" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดวัดสายวิปัสสนากรรมฐาน พระอาจารย์สายวัดป่าทั่วประเทศได้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดบูรพาแห่งนี้ นานนับ 100 ปีเศษ

ปัจจุบัน ทางวัดบูรพาได้นำรูปหล่อหลวงปู่ ผู้เป็นบูรพาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน 5 องค์ มาประดิษฐานให้ลูกหลานชาวบ้านชาวเมืองและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล ได้แก่รูปเหมือนของ พะอาจารย์สีทา ชัยเสโน, พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระญาณวิศิษย์ (สิงห์ ขันตญาคโม) และพระสิทธรรมรังษีคำภีร์เมธาจารย์ (ลี ธัมมธโร) พระอาจารย์ทั้งห้า มีปฏิปทาน่าศรัทธามาก

วัดใต้ ตั้งอยู่ที่ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สร้างเมื่อ พ.ศ.2373 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาวัดใต้ได้เปลี่ยนแปลงชื่อวัดเป้น "วัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ" เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ นามว่า "พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ" เนื้อทองนาคสำริด หน้าตัก 51 นิ้ว (1.27 ม.) สูง 85 นิ้ว (2.12 ม.) ใช้ทองนาคเงินสำริดหล่อองค์พระ หนักเก้าแสนบาท พระพุทธลักษณะเป็นปางมารวิชัย

พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อที่วัดใต้ มีความสำคัญเป็น 1 ใน 5 องค์ในจำนวนพระเจ้าองค์ตื้อในประเทศไทย ได้แก่ ที่เชียงใหม่ ชัยภูมิ หนองคาย และที่วัดพระโต กิ่งอำเภอนาตาล จ.อุบลฯ กับที่ ประเทศลาว อีก 1 องค์

วัดกลาง ตั้งอยู่ถนนราชวงศ์ ริมฝั่งแม่น้ำมูล สร้างเมื่อ พ.ศ.2325 โดยเจ้าราชวงศ์ (ก่ำ) เป็นผู้สร้างใกล้กับคุ้มหรือ "โฮงราชวงศ์" ตามคตินิยมแต่โบราณที่เสาะหาทำเลใกล้แม่น้ำสร้างเมือง แล้วสร้างวัดควบคู่กัน ชื่อวัดเรียกตามทางน้ำไหล วัดที่เจ้าราชวงศ์สร้าง อยู่ระหว่าง "วัดเหนือท่า" (บริเวณ สนง.สาธารณสุขจังหวัดฯ ปัจจุบัน) กับ "วัดใต้ท่า" (สนง.กรไฟฟ้าฯ ปัจจุบัน) จึงได้ชื่อว่า "วัดกลาง"

พระบทม์ เป็นพระประธานในวิหารเก่าแก่ ตั้งแต่ครั้งสร้างวัด เป็นพระพุทธปฏิมาปางมารวิชัยที่งดงาม
มาก ขนาดหน้าตักกว้าง 78 นิ้ว (1.98 ม.) สูง 108 นิ้ว (2.75 ม.) สร้างด้วยอิฐดินเหนียว ผสมเกสรดอกบัว จึงได้มีชื่อว่า "พระบทม์" มาจากคำว่า ปทุม - ปทม - บทม์ หมายถึง "พระ ดอกบัว" ได้แก่ บัวหลวง มีสีแดง กลิ่นหอม เป็นพระพุทธรูปที่ประสามพรเกื้อกูล ให้เกิดความสำเร็จตามแรงแห่งสัจจาธิษฐานปรารถนา

สมัยก่อน ผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นปู่ย่า ตายาย เมื่อได้พบเห็นสิ่งที่หมดจดงดงามสดสวย มักจะอุทานเปรียบเทียบว่า "จะแม่นงามปานพระบทม์"

วัดหลวง ตั้งอยู่ถนนพรหมเทพ ริมแม่น้ำมูล เมื่อสร้างเมืองอุบลฯ เสร็จแล้ว พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ก็ได้สร้างวัดหลวงเป็นวัดแรก ซึ่งอยู่ใกล้คุ้มหรือ "โฮงหลวง" จึงเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เมื่อสร้างวัดหลวงเสร็จ ก็ได้นำชาวบ้านชาวเมือง สร้างพระพุทธรูปพระประธานในวิหาร ได้ชื่อว่า "พระเจ้าใหญ่องค์หลวง" ตามนามของท่านผู้นำสร้างพระองค์นี้ ที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ญาหลวง" "พระเจ้าใหญ่องค์หลวง" เป็นพระพุทธรูปที่สง่างาม ต้องด้วยพุทธลักษณะเป็น "เบ็ญจลักษณะ" ห้าคืบพระสุคตทุกประการ

วัดสุปัฏนารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนสุปัฏน์ ริมแม่น้ำมูล สร้างเมื่อ พ.ศ. 2393 ในสมัยรัชการที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้เมืองอุบลฯ คนที่ 2 สร้งวัดนี้ เพื่อประกอบพระราชพิธีและศาสนพิธีสำคัญ โดยพระราชทานทรัพย์เป็นเงิน 10 ชั่ง โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "วัดสุปัฏนาราม" เป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พระประธานในพระอุโบสถ มีนามว่า "พระสัพพัญญูเจ้า" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะผสมขัดเงา พระพุทธลักษณะสัดส่วนคล้ายกับ "พระพุทธชินราช" ที่จังหวัดพิษณุโลก (จึงได้รับการขนานนามว่า "พระพุทธชินราชแห่งอีสาน") โดยมีพระอุปัชฌาย์สีทา ชัยเสโน เป็นช่างและประธานการหล่อ เมื่อ พ.ศ. 2459 พระพุทธปฏิมาองค์นี้ มีนามเมื่อแรกสร้างว่า "พระพุทธสัพพัญญูเจ้า" หน้าตัก 4 คืบพระสุคต การหล่อใช้โลหะธาตุ หนัก 30 หาบ การขัดเงา ราศีรัศมีแผ่กระจายสง่างามมาก น่าเคารพบูชา ยิ่งนัก

วัดศรีอุบลรัตนาราม (พระอารามหลวง) เดิมชื่อ "วัดศรีทอง" เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ถนนอุปราช ข้างศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.2398 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลที่4 แห่งราชวงศ์จักรี

พระแก้วบุษราคัม เป้นพระพุทธรูปบูชาปางมาริชัย หน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว แกะสลักจากแก้วบุษราคัม (แก้วมณีสีเหลือง) ทึบทั้งแท่ง มีสังวาลย์ประดับที่องค์พระ ฐานหุ้มด้วยทองคำ เป็นพระพุทธรูปโบราณ นานนับพันปี ฝีมือช่างสกุลเชียงแสน

ในสมัยการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีการประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา (พิธีดื่มน้ำสาบาน) ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเป็นประธานในการประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้

เทศกาลงานสงกรานต์ 13 เมษายน ของทุกปี ชาวเมืองอุบลราชธานี ได้จัดขบวนแห่พระแก้วบุษราคัมรอบเมืองอุบล เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วกัน เพื่อเป็นสิริมงคล



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2
โทร. 0-4524-3770, 0-4525-0714
http://www.tatubon.org/9wat/

Copyright © 2007-2008 Tourism Authority of Thailand